ไปงานรับปริญญา

posted on 25 Oct 2008 11:43 by mekabeam in STORY



เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมไปงานรับปริญญาของน้อง คืนก่อนไปรับ
ปริญญาผมก็วางแผนไว้เลยว่ามันต้องมีช่วงเวลาที่รอน้องรับปริญญา
ซึ่งนานมาก... แล้วกลัวจะไปนั่งหง่าวไม่ทำอะไร ก็เลยเตรียมหนังสือ
ไป 3 เล่ม สิ่งมีชีวิตในโรงแรม, ไข่เจียวโปรเจ็ค,เล็ตซึโกซาราริมัง ซึ่งซื้อตอนไปงานสัปดาห์หนังสือ จริงๆซื้อมากกว่านี้แต่แบกไป
มันหนัก แล้วเตรียมเกมส์ไป 6-7 เกมส์ ใส่เครื่องเล่นเกมส์
nintendo ds lite ไปเล่นเผื่ออ่านหนังสือจบเร็ว เข้านอนประมาณ
5 ทุ่ม ซึ่งทุกคนหลับกันหมดแล้ว(มัวแต่เตรียมพวกนี้แหละทำให้ช้า)
ตอนเช้าก็ตื่นขึ้นมาตอนตี 4 อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปงาน ส่วน
น้องผมซึ่งเป็นผู้หญิงตื่นตั้งแต่ตี 3 แล้ว เพราะต้องไปแต่งหน้าทำผม
ที่ร้านเสริมสวยก่อน เพื่อจะได้สวยๆตอนถ่ายรูป (เป็นผู้หญิงก็ลำบาก
เหมือนกันนะเนี่ย)ซึ่งต่างกับผมที่ตอนรับปริญญาก็แค่เอาแป้งมา
ปะหน้าให้เนียนๆแค่นั้นเอง ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หลังจากนั้นผม
ก็ออกจากบ้านเพื่อไปหาน้องที่ร้านเสริมสวย ตอนไปเขายังแต่งหน้า
ทำผมยังไม่เสร็จเลย (โครตนาน.....) หลังจากนั้นไม่กี่นาทีเราก็ออก
จากร้านประมาณตี 5 เพื่อไปงานรับปริญญาที่ไบเทคบางนา


ศูนย์อาหาร

พวกเราไปถึงที่นั่นประมาณ 6 โมงเช้า ระหว่างทางรถไม่ติดเลย วิ่งปลิว
มาตลอด มาติดตรงทางเข้าไบเทคนี่แหละ (ไม่นึกว่ามาเช้าแล้วรถยังติด)
และแล้วเราก็เข้ามาส่วนในของไบเทคได้ ผม น้อง และแม่นั่งแท็คซี่มา
คันหนึ่ง พ่อนั่งแท็คซี่ไปรับญาติก่อนค่อยตามมาทีหลัง จากนั้นพวกเราก็
เดินไปที่ร้านอาหารเพื่อหาข้าวกินกันก่อน ซึ่งคนเยอะมาก วนหาที่นั่ง
อยู่นาน นึกว่าจะไม่ได้นั่งซะแล้ว สักพักพ่อกับญาติก็เดินทางมาถึงไบเทค
และพวกเราก็กินอาหารเช้ากัน ระหว่างกินอาหารก็จะได้ยินเสียงประกาศ
เป็นระยะๆ ว่าขอให้บัณฑิตที่จะรับปริญญาให้รีบเข้าห้องพิธีด่วน
เพราะ
ห้องพิธีจะปิดแล้ว
(วันนั้นมีการรับสองช่วงคือเช้าจะเป็นของพระจอมเกล้า
ธนบุรีหรือบางมด บ่ายเป็นพระจอมเกล้าพระนครเหนือ น้องผมรับบ่าย)
เขาจะมีกฎอยู่ว่าถ้าห้องปิดคือจบ ไม่ต้องรับปริญญาแล้ว ใครมัวแต่ถ่ายรูป
หรือมาสาย เขาไม่สนใจทั้งสิ้น ตอนผมรับปริญญาอาจารย์ที่ซ้อมพิธี
เคยเล่าให้ฟังว่ามีอยู่กรณีหนึ่ง บัณฑิตที่รับปริญญาเป็นคนขับรถไปงาน
แล้วเกิดซวยไปชนกับรถคนอื่นเข้า ตำรวจไม่ให้บัณฑิตไปไหนต้อง
สอบสวนให้เสร็จก่อน เพราะเป็นคนขับ วันนั้นบัณฑิตคนนั้น ก็เลย
ไม่ได้รับปริญญา อาจารณ์จึงเตือนไว้ว่าในวันรับปริญญาอย่าขับรถ
ด้วยตนเองเป็นอันขาด


สวนที่ตั้งซุ้มสำหรับถ่ายรูป

หลังจากที่กินเสร็จก็ไปถ่ายรูปกันที่สวนซึ่งเป็นจุดถ่ายรูป
ที่ทางไบเทคจัดไว้ให้ คนก็เยอะอีกตามเคย ก็ต้องมาคอยเข้าคิวถ่ายรูป
แต่ละซุ้ม พอไปถึงแต่ละซุ้มก็ต้องจำให้ได้ว่าใครมาถึงก่อนเราเพราะมัน
ไม่เหมือนเข้าแถวรอซื้ออาหาร แต่เป็นการมุงๆอยู่แถวๆซุ้ม เลยดูยากหน่อย
พอคนที่มาก่อนเราเขาถ่ายเสร็จเราก็เข้าเสียบทันที บางคนมาหลังเราแต่
ไม่ดูคิวอะไรเลย มาเนียนๆเข้าเสียบถ่ายก่อนหน้าตาเฉย (พวกนี้เกลียดแม่ง
จริงๆ) บางซุ้มก็ต้องดูให้ดีๆด้วยไม่ใช่เดินดุ่ยๆเข้าไปถ่ายอาจจะเสียตังได้
เพราะเป็นซุ้มที่ทางนักศึกษารุ่นน้องเขามาจัดไว้ แต่งานนี้ก็ดีไม่มี
พวกหนึ่ง ผมเกลียดมากก็คือพวกขายเข็มกลัดติดเสื้อ เคยเจออยู่ครั้งหนึ่ง
เดินๆอยู่ในงานมันเข้ามาเอาเข็มกลัดมาติดที่หน้าอกเสื้อเราเฉยเลย
เสร็จแล้วก็เก็บตังเรา แสบจริงๆ การถ่ายรูปนั้นผมก็จะเป็นคนถ่าย ก็ถ่าย
ดูแสง ดูมุมกันไป ก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนที่ผมจะถ่ายกับน้องนี่ซิ ก็ให้ญาติ
ช่วยถ่ายให้ ตอนแรกก็นึกว่าจะถ่ายกันเป็นเพราะเป็นกล้องดิจิตอลแบบ
ธรรมด๊า ธรรมดา พอไปดูรูป โอ้วจอห์จ.... ไหงมัน เป็นแบบนี้หล่ะเนี่ย
ถ่ายเอียงบ้าง หลับตาบ้าง ขนาดกดชัตเตอร์ยังกดไม่เป็นเลย (กล้องมันต้อง
กดสองที ทีหนึ่งเล็งโฟกัส อีกทีเพื่อถ่าย แต่แกกดทีเดียวเลย) ก็กลายเป็น
ความซวยของผมไป ก็นั่งสอน ลองถ่ายอยู่ตั้งนานกว่าจะเป็น
รูปของตรู หมดกัน


ภายในห้องพักญาติ

หลังจากถ่ายรูปกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้วเราก็ไปหาที่นั่งในห้อง
พักญาติ พอไปถึงก็ โอ้ว... แล้วตรูจะนั่งตรงไหนหล่ะเนี่ยคนอย่างกับ
หนอน หันไปที่ไหนที่นั่งก็เต็มไปหมด ขนาดพื้นยังมีคนเอาเสื่อมาปูนั่งเลย
พวกเราก็เดินหากันอยู่ัพักใหญ่ ก็ตัดสินใจว่านั่งบนพื้นมันเนี่ยแหละ
อย่างน้อยก็ได้นั่ง โดยแม่ไปหาซื้อเสื่อมาได้ ก็เอามาปูนั่งกัน พูดถึงเรื่อง
เสื่อ ผมก็เห็นคนที่นั่งกับพื้นก็มีเสื่อรองกันเกือบทุกกลุ่ม ก็สงสัยอยู่
เหมือนกันว่ามันจะพร้อมขนาดนั้นเลยเหรอ แบบเอาเสื่อมากันหมดเพราะ
รู้ว่าจะไม่มีที่นั่ง มารู้ตอนหลังว่ามีคนเดินเร่ขายเสื่ออยู่ในห้องพักญาติเลย
ขายผืนละร้อย พวกนี้มันก็ฉลาดเหมือนกันนะเนี่ย พอได้ที่นั่งแล้วผมก็
กลายเป็นเบ้เลยครับ ต้องตามน้องมันเดินหาเพื่อนเพื่อถ่ายรูป (กลายเป็น
ตากล้องจำเป็นไปซะ) ไหนๆก็งานของน้องมันแล้วก็หยวนๆ หน่อย


โปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่

หลังจากเดินกันขาบิด เมื่อยตูด ก็มานั่งพักที่เสื่อที่ปูไว้ คนก็เยอะมากขึ้น
เรื่อยๆ แต่ละคนนี่เดิมมาพ่วงญาติกันมาเป็นสิบ ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
พวกทางที่จะปูเสื่อได้ ณ ตอนนี้ไม่มีแล้ว เหลือแต่ทางคนเดิน ซึ่งคนก็เยอะ
โครตๆ ระหว่างนั่งก็เกิดหิวน้ำ หิวขนมขึ้นมา ก็เลยออกไปเบียดคน เหมือน
กับไปป่าอะเมซอนเลย กว่าจะได้น้ำกับขนมมาแทบแย่ ผมได้น้ำชาเขียว
มา 2 ขวด ขวดละ 25 บาท ยังพอทน ไปซื้อน้ำเปล่าขวดละ 15 บาท อืม
ทนได้ ได้ทาโร่มา 2 ห่อ ห่อละ 12 บาท อืมก็ไม่แพงนะ แต่เอ๊ะพอดูป้ายราคา
สาดดด.... ห่อละ 5 บาท อย่างเซ็งอ่ะ คิดไปว่าอืมอย่างน้อยมันก็อุตส่าห์
เอามาขายให้ ค่าที่คงแพง (หาเหตุผลปลอบใจตัวเอง) พอกลับมาที่ปูเสื่อ
น้องก็ไปรายงานตัวแล้ว ซึ่งต้อนนั้นประมาณ 10.00 น. ต้องเข้าไปก่อน
ซึ่งน้องผมจะรับช่วงบ่าย ระหว่างที่รอก็สามารถดูเขารับปริญญาได้เพราะมี
โปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ฉายให้ดูในห้องพักญาติ ก่อนบางมดจะรับปริญญา
เสร็จก็มีเจ้าหน้าที่มาเคลียร์ทางเดิน เพื่อให้บัณฑิตเดินผ่าน ซึ่งบัณฑิตต้อง
เดินตัดผ่านห้องรับรองญาติออกไปข้างนอก และก็แจ๊คพ็อตแตกครับ
ตรงที่เขาเคลียร์ทางก็ที่ผมนั่งอยู่นี่แหละ เซ็งเป็ดเลย ก็ต้องโยกย้ายกันไป
ที่ก็เต็มแล้วจะไปนั่งที่ไหนหล่ะเนี่ย ก็เก็บข้าวของเหมือนกับคนอื่นๆที่โดน
ไปด้วย วนหาที่อยุ่นานก็ได้ที่ใหม่ โชคดีไป

พอ บางมด รับปริญญาเสร็จและออกจากห้องพิธีไปได้ซักพักผมกับพ่อ
และญาติส่วนหนึ่งก็ลงไปหาข้าวกินกันที่ศูนย์อาหาร ที่ตอนเช้ามากินกัน
พอหาที่ได้แล้วก็ไปเลือกว่าจะกินอะไรกิน เดินไปเดินมา เมื่อเช้ากิน
ข้าวมันไก่ไป อืมกลางวันน่าจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้างนะ แล้วก็ไปสะดุด
กับร้านสปาเก็ตตี้ร้านหนึ่ง ดูราคา 50 บาท(อย่างอื่นเขา 40-45 บาท) อืม
ไม่เป็นไรนานๆที แล้วปกติก็ชอบกินสปาเก็ตตี้อยู่แล้วก็เลยสั่ง สปาเก็ตตี้
มีซอสให้เลือก 3 อย่างคือ ซอสขาว ซอสมะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ
ที่ผสมไก่ ผมเลือกอย่างที่ 3 เพราะดูคุ้มดี ได้กินไก่ด้วย จากนั้นก็เอามา
กินที่โต๊ะ ตักเข้าปากไปคำแรก เจ็ดดด.... รสชาติไม่เป็นสัปปะรดเลย
เส้นก็แข็ง ซอสมะเขือเทศที่ใส่ไก่ก็ไม่อร่อย ออกเปรี้ยวๆอย่างเดียว ไก่ก็
เป็นวิญญาณไก่ซะมากกว่า แต่ก็ทนๆกินไปเดี๋ยวตอนบ่ายจะหิว อย่างเซ็ง
พอกินกันเสร็จผมก็อาสาจองโต๊ะให้ญาติที่เฝ้าที่และของที่อยู่ที่ห้อง
พักญาติ ถ้าเขามากินจะได้ไม่ต้องหาที่เพราะคนมันเยอะ ผมก็นั่งจอง
โต๊ะอยู่คนเดียว สักพักก็มีเจ๊ที่ไหนไม่รู้มานั่งโต๊ะที่ผมจอง โดยไม่ถามอะไร
สักคำ อ่ะ ผมไม่ว่า ต้องการจองแค่ที่เดียว ไงคนก็เยอะแบ่งๆกันได้ สักพัก
เขาก็เถิบมาเรื่อยๆ ญาติเขาก็มานั่งเรื่อยๆ อ้าวๆอะไรกันเนี่ย มีการเอาเสื้อ
คลุมไปวางที่เก้าอี้เหมือนจองโต๊ะไว้อีกแน่ะ เฮ้ยตรูมานั่งก่อนนะโว้ย
ถามสักคำก็ไม่มีมานั่งเฉย สักพักก็มีบัณฑิตที่มาด้วยจะมานั่งแต่ไม่มีที่
นั่งตรงนั้นก็เลยไปหาที่อื่นใกล้ๆกัน มีมากดดันอีกแหน่ะ ผมก็นั่งจองไป
แต่ญาติคนที่ผมรอก็ยังไม่มาซะที โทรไปถามพ่อที่ออกไปก่อน บอกว่า
ยังไม่ถึงห้องพักญาติเลย เพราะคนมันเยอะและก็มาเข้าห้องน้ำก่อน
ในที่สุดผมก็หมดความอดทน ไม่จงไม่จองแล้วไปก็ได้วะ และก็เดิน
ออกมา ผมคิดว่าถ้าถามสักคำก็ให้นั่งอยู่แล้วเห็นใจเหมือนกันว่าคน
มันเยอะ แต่นี่อะไรโผล่มาถึงก็นั่งที่คนอื่น พาพวกมากดดันอีก เซ็ง


ทางเดินที่บัณฑิตออกมาหลังรับปริญญา

ผมก็มานั่งรอที่ห้องรับรองญาติ ดูจากโปรเจ็คเตอร์น้องก็ไม่มาซะทีก็
นั่งอ่านหนังสือต่อไป จนแม่เรียกให้ผมดูน้อง ก็เลยเงยขึ้นมาก็เห็นแว่บๆ
กำลังเดินออกมาหลังจากรับปริญญากับพระเทพ ก็ OK อย่างน้อยก็ได้เห็น
พอพระเทพ ประทานปริญญาเสร็จก็เสด็จกลับ ผมก็มายืนรอน้องออกมา
ที่ทางเดิน ในห้องรับรองญาติที่ทางเจ้าหน้าที่เคลียร์ไว้ ทั้งสองข้างทาง
เดินก็จะมีญาติๆมารอรับบัณฑิตที่เดินผ่าน โดยแต่ละคนก็มีกล้องอยู่
ในมือก็ถ่ายกันมันเลย หลังจากรออยู่นานบัณฑิตก็ออกมาเดินผ่าน
ทางเดินที่เขาจัดเตรียมไว้ ญาติๆก็ถ่ายรูปกันใหญ่เลย เหมือนมีดาราเดิน
ผ่าน ส่วนผมก็ถ่ายด้วย และก็หาน้องไปด้วย แต่ก็หาไม่เจอ จนบัณฑิต
คนสุดท้ายเดินผ่านไปก็ยังไม่เห็นน้อง ผมไม่สามารถติดต่อกับน้องได้
เพราะเขาไม่ให้เอาอะไรติดตัวไปเลยในห้องพิธี ทั้งกระเป๋าตัง
โทรศัพท์มือถือ ผมกับพ่อก็เลยออกไปหาข้างนอกซึ่งพ่อบอกไว้ว่า นัดกับน้องไว้ตรงทางออกของห้องรับรองญาติ แต่ทางออกคนเยอะ
มากๆ ผมกับพ่อเดินหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนสุดท้ายน้องก็ยืมโทรศัพท์

ของเพื่อนที่เจอญาติแล้วโทรมาหา ก็เลยเจอกันในที่สุด


ด้้านหน้าหอประชุม

พวกเราก็เดินออกมาข้างนอกตึกและก็มาถ่ายรูปกันนิดหน่อย ก่อนที่
จะเดินทางไปกินเลี้ยงแถวบ้านฉลองรับปริญญา สำหรับหนังสือที่เตรียม
ไปอ่านก็อ่านไม่จบสักเล่ม เกมส์ที่เตรียมไปก็ไม่ได้เล่น อุตส่าห์เตรียม
ไปจนดึก และแบกไปอีกหนักเปล่าๆเลย

edit @ 25 Oct 2008 19:51:35 by mekabeam

Comment

Comment:

Tweet

surprised smile

#4 By (125.24.8.219) on 2009-04-10 13:41

เป็นวันที่ไม่อยากไปที่สุด +555
คนเยอะยังกะหนอน แถมต้องทนร้อน ทนเหนื่อย ทนเมื่อย
แต่ก็ต้องทน เพื่อปริญญา อิอิ
เรียนมา ไม่รับตั้งสองรอบแน่ะค่ะ

แต่ถ้าจบอันแรก ยังไงก็ต้องไปเนอะ เป็นธรรมเนียม
open-mounthed smile open-mounthed smile

#3 By Fein on 2008-11-05 15:53

หามุมถ่ายรูปให้สวยได้ยากจริงๆ

#2 By MeiiThamoN on 2008-11-05 12:17

วันแห่งความภาคภูมิใจ big smile

#1 By Bluemoon on 2008-10-26 19:38